期末試験。。。ャベー!

posted on 01 Jul 2008 16:01 by detective-phu

これから後三日かな、試験は。 来る日も来る日も近ついた。 - -"

中間考査から一ヶ月ぐらい、担任先生との面談は終わったんだけど、期末考査なんて自信がねえぞ。

俺も一般人のように良い点数が取りたいの。

でもさ、出来るかな。 (出来る)

英語リーディングはまあまあ、難しいとは言えないけど、そんなにやさしくない。

そして、英語ライティングぐらいならば、(自慢だけど)自信がある。 フフフ

数Iと数A。。。どうだろうな? 数Iはさ、けっこうだんだん難しくなるんだろう。

練習しても、参考書を読んでも、試験する際忘れれば、ャベーぞ。

数Aは、まあ頑張れば、絶対できる。(実は何でも。。。)

日本史? いや、にがってなのだ。 興味もないし、読んでも内容あまり理解できないし。。。 でもさ、何というよりもしようがないのだからな。 T_T

地理、これも。。。なんという。。。予測できないけど、頑張る。 

古典と現代文は、(- -)a ノーコメント。 (と言っても俺は源氏物語が好きだぞ ^^)

生物、生物、 これは頑張る。 理科総合(地学)も。。。

佐藤先生の保険はどうしよう? 覚えるしかないよね。 あるいはいい方法があったら、教えて!

家庭科も。。。ノーコメント。 -*-

全部12科目、四日の試験。

その後は部活と林間学校。

林間学校から帰ったら、すぐ帰国するぞ。 もう切符を買っといたのだから。 ホホホ

でも、皆のお土産はどうすればいい? 和菓子はまずいから、ダメ。

空港内で選んでもかまわないでしょう。 だからそうしよう。

家帰りたいなあ。

でも、帰国しても、バイオリンとか、保険の人体実験レポートとか、色々あるぞ。 

やっておかないと、どんな目に会うのか知らないぞって。 - -”

そして、家庭科の高齢社会インタービューレポートもある。

 ヤー試験頑張りまーす!!!

PS。1Aの吉野座の怪人は凄いらしい! 来てください!

 

edit @ 1 Jul 2008 16:33:47 by ผมเป็นนักสืบ

Murderous Museum: พิพิธภัณฑ์ฆาตกรรม

บทที่เก้า เบาะแส

 

ช่วงบ่าย ฝนยังคงตกปรอยๆ ผมตัดสินใจรับคำท้าของจีโอ้จอมโอ้อวด หลังคาบคณิตศาสตร์ ผมเดินไปที่สนามฟุตบอลพร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆ การแข่งขันยาวนานและเป็นไปอย่างดุเดือด  เอกสิทธิ์ ผู้รักษาประตูของทีมจีโอ้ตัวใหญ่และไม่ยอมปล่อยให้ทีมผมเตะบอลเข้าประตูได้ง่ายๆ  หลังจากแข่งไปได้สักพัก รัฐ(เพื่อนคนหนึ่งของผม) เตะบอลออกนอกสนาม เอกสิทธิ์เป็นคนวิ่งไปเก็บและเตะกลับเข้ามา  ลูกกลมๆนั่นลอยขึ้นบนฟ้า หลายสิบฟุต ก่อนจะตกลงมาด้วยความเร็วสูงอย่างน่าหวาดเสียว  ทุกคนมองดูด้วยความตกตะลึง เสียงของตองดังขึ้นพร้อมกับที่ผมประจักษ์ว่าจุดที่ลูกฟุตบอลจะตกลงมาคือที่ของผม  ตองออกวิ่ง หน้าแดงก่ำ เขาผลักผมและเตะบอลอย่างแรง ลอยข้ามสนามฟุตบอลไปกระทบแขนของจีโอ้อย่างจัง

ไม่รู้ว่าผมหูฝาดหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าได้ยินเสียงดังกร็อบ  แล้วจีโอ้ก็ล้มตัวลงนอนบนสนามหญ้าเปียกแฉะ ร้องอย่างโอดครวญ

กระดูกแขนของเขาหัก

ผมหันไปมองตอง สีหน้าของเขาก็ตกตะลึงไม่แพ้คนอื่นๆเช่นกัน

เพื่อนๆทีมจีโอ้วิ่งไปห้องพยาบาล และกลับมาพร้อมกับเปลอันหนึ่ง  การแข่งขันยุติลง พร้อมกับการถ่ายพลังงานจากลูกฟุตบอลไปยังแขนของจีโอ้  ระหว่างที่นอนอยู่บนเปล เขาสาปแช่งตองด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆนานา

"ขอโทษ จีโอ้" ตองบอก

"อย่ามาเรียกฉันอย่างนั้น ไอ้ลูกหมา!" เขาตะโกนโหวกเหวก พร้อมกับคำด่าที่พรั่งพรูออกมาจากปากไม่หยุด

เสื้อผ้าผมเปียกไปด้วยน้ำฝนและเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน  เสียงกริ่งโรงเรียนเลิกดังขึ้นเวลาบ่ายสามโมงตรง ฝนหยุดตกแล้ว พวกเราไปเอาเป้ที่ล็อกเกอร์และเดินออกจากอาคารเรียน เพื่อกลับบ้าน

"วันนี้นายจะไปตีเทนนิสกับฉันหรือเปล่า" เม้งถามผม "ยังไม่สะใจเลย เสียดายที่แขนของจีโอ้มาหักเอาเสียก่อน"

"เสียใจ วันนี้ฉันไม่ว่าง" ผมตอบ ซึ่งเป็นคำโกหก ความจริงผมไม่อยากไปต่างหาก

"ไม่ต้องห่วง เม้ง" ตองพูด เอามือตบไหล่ผมกับเม้ง "ฉันจะไปแทนตาวเอง วันนี้ฉันงดซ้อมรักบี้หนึ่งวัน"

"ขอบใจเพื่อน...เจอกันห้าโมงครึ่งที่คอร์ตเทนนิสนะ บาย ตาว" เม้งพูดและวิ่งไปที่รถโฟล์กสวาเกนของแม่เขาซึ่งจอดรออยู่ริมถนนนอกโรงเรียน

ผมเดินไปส่งตองที่ลานจอดรถหน้าอาคารแปด แม่ของเขาเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษให้นักเรียนม.สามที่โรงเรียนนี้ เขามาโรงเรียนและกลับพร้อมกับแม่ทุกวัน

"ไม่นึกเลยว่าจะไปโดนเจ้าหมอนั่นได้" ตองบ่น เขาเองก็ยังกังวลกับแขนของจีโอ้ "แล้วมันจะเอาเรื่องไหมวะ"

"ไม่หรอก เห็นๆอยู่ว่าเป็นอุบัติเหตุ" ผมปลอบ "แต่นายเล่นผลักเราแรงเหมือนกันว่ะ"

"แล้วนายจะกลับยังไง" เขาถามผม

"รอแม่มารับหน้าโรงเรียน"

"แล้วไปทำธุระต่อรึ"

"เปล่า"

"ไหนบอกว่ามีธุระไง" ตองถาม แต่ผมรู้ว่าเขาไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก

"จริงๆวันนี้เราขี้เกียจเล่นเทนนิสว่ะ" ผมบอกความจริง "ขอโทษทีที่โกหก"

เขาโบกมือปัด

"แล้วนายจะรอแม่ที่ไหน..." ผมเอ่ยถามตอง แต่สิ้นเสียงเราก็เดินผ่านกลุ่มเพื่อนของจีโอ้ที่จับกลุ่มกันอยู่หน้าห้องพยาบาล รถพยาบาลมารับจีโอ้ไปแล้ว แต่เพื่อนๆของเขายังอยู่

"เฮ้ย" เอกสิทธิ์ตะโกนเรียก แต่ตองยิ้มและโบกมือให้พวกเขาอย่างง่ายดาย ตอนที่อยู่โรงเรียนเก่า เขาเป็นนักกีฬารักบี้ของโรงเรียน และเล่นกีฬาเป็นเกือบทุกอย่าง ถึงแม้เขาจะเตี้ยกว่าผม แต่เรื่องพละกำลังนั้นแตกต่างกันอย่างลิบลับ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆจะกล้าลุกขึ้นหาเรื่องเขา

ตองเดินขึ้นอาคารเรียนไป ส่วนผมก็เดินเลี่ยงไปทางอาคารประชาสัมพันธ์ซึ่งอยู่หน้าโรงเรียน  เด็กนักเรียนหลายคนนั่งรอผู้ปกครองบนม้านั่ง  รถหลายคันจอดอยู่ข้างทางเท้า  ระหว่างที่ผมเดินผ่านรถสีขาวคันหนึ่ง ก็มีเสียงเรียกผม

"ธนัตต์"

ผมหันกลับไปมอง เจอจ่าอู๋และเอิงนั่งอยู่ในรถ กำลังมองมาทางผม  ผมเดินไปหา และโดยไม่ได้ทักทาย จ่าอู๋ก็พูดขึ้นว่า "ฉันขอคุยกับนายหน่อยได้ไหม"

ผมมีสีหน้างง "เรื่องอะไรเหรอครับ"

"เมื่อคืนทางตำรวจได้รับแจ้งว่าสุนิสา รุ่นพี่ของพวกนายถูกรถชน" เขาบอกโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงแบบเดียวกับพ่อบุญธรรมและน้องสาวของเขา "นายรู้จักเธอไหม ธนัตต์"

"รู้ครับ" ผมตอบ "พี่มาย เธอ...เอ่อ...เป็นหัวหน้าชมรมที่ผมอยู่ ...แล้ว เธอเป็นอะไรมากไหมครับ"

"หัวแตก รอยถลอกปอกเปิกนิดหน่อย และซี่โครงซ้ายหักสามซี่...โชคดีที่ไม่ไปแทงหัวใจหรือปอดเข้า ตอนนี้เธออยู่ที่โรงพยาบาล"

"ถ้าคุณอยากรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาล่ะก็ คุณไปถามเพื่อนของเธอดีกว่าครับ" ผมบอกเขา "ผมไม่รู้จักเธอมากนักหรอก"

"นายไม่รู้จักเธอเป็นการส่วนตัวอย่างนั้นรึ"

ผมปฏิเสธ "เราแค่อยู่ชมรมนิเวศวิทยาด้วยกัน..."

"ขอบใจ" เขาพูดแล้วถอนหายใจ สายตาทอดยังประตูโรงเรียน "ฉันกำลังรอนักเรียนม.หกอยู่"

"พี่ของผมเรียนอยู่ห้องเดียวกับพี่มาย" ผมบอก

"จริงหรือ"

"ครับ"

จ่าอู๋พยักหน้าและมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนเอิงนั้นนั่งเงียบมาตั้งแต่แรกเริ่มของบทสนทนาแล้ว

"เธอถูกชนเมื่อไรครับ" ผมถาม

"เมื่อคืน ราวๆสองทุ่ม" เขาตอบ เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์สีดำ "ฉันต้องการให้นายไปพิพิธภัณฑ์อีกครั้งหนึ่ง"

"อะไรนะครับ" ผมถามอย่างไม่เชื่อหู เอิงก็ดูตกใจเหมือนกัน

"ฉันอยากให้นายดูสถานที่เกิดเหตุซ้ำอีกครั้งหนึ่ง"

"แต่...ทำไม" ผมถาม แม้จะรู้อยู่ว่าตำรวจมักกลับไปดูสถานที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ ในขณะเดียวกันอาจจะได้ร่องรอยบางอย่างเพิ่มเติมอีกด้วย

"นายว่างไหมล่ะ"

ผมเงียบ คิดถึงการบ้านที่ยังรอสะสาง พรุ่งนี้วันอังคาร มีการบ้านคณิตศาสตร์วิชาเดียวที่ต้องส่งพรุ่งนี้ นอกนั้นเอาไว้ทำวันพุธถึงวันอาทิตย์ก็ได้ โรงเรียนปิดตั้งห้าวัน

"ตกลงครับ" ในที่สุดผมก็ให้คำตอบแก่เขา "คุณคิดว่าสองคดีก่อนเกี่ยวข้องกับการที่พี่มายถูกรถชนไหมครับ" ผมถาม

"อืม...คือว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้ แม่ของสุนิสาโทรแจ้งตำรวจและเรียกรถพยาบาลทันทีที่รู้ว่าลูกสาวถูกชน  เธอเล่าว่าตอนทุ่มครึ่งได้ใช้ให้สุนิสาไปซื้อซุปสำเร็จรูปที่ร้านสะดวกซื้อบนถนนถัดไป พอถึงเวลาสองทุ่มสุนิสายังไม่กลับมา  พ่อแม่เริ่มเป็นห่วง พวกเขาตัดสินใจออกไปตามหาลูกสาว ก่อนจะพบร่างหมดสติของเธอนอนบนถนนห่างจากบ้านของเขาไปสี่หลัง"

"แล้วคนที่ชนล่ะครับ"

จ่าอู๋ส่ายหัว "ชนแล้วหนี"

"ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเป็นอุบัติเหตุ..."

"เราพบร่องรอยที่สนับสนุนเหตุผลว่าเป็นการชนอย่างตั้งใจ..."

"หรือจงใจชน" เอิงพูดออกมาเป็นคำแรก

"ใช่ นั่นล่ะ..." จ่าอู๋หันไปมองน้องสาวตัวเองแปบหนึ่ง "ตอนที่ตำรวจไปถึง มีการพบคราบหยดน้ำบนถนนห่างจากจุดที่สุนิสานอนสิบห้าเมตร คาดว่าหยดน้ำนั่นน่าจะหยดมาจากเครื่องปรับอากาศภายในรถ..."

"หนูว่านั่นอาจจะเป็น..." เอิงสอด แต่จ่าอู๋ไม่สนใจ

"นอกจากนั้นยังพบก้นบุหรี่" เขาพูด "...ยังค่อนข้างใหม่อยู่ กับรอยล้อรถบนถนนซึ่งเกิดการเสียดสีอย่างแรง...นั่นหมายความว่าคนที่ขับรถคันนี้จะต้องเหยียบคันเร่งจนมิด"

"ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เลยหรือ"

"ไม่...สักคน บ้านของครอบครัวเธออยู่แถบชานเมือง บนถนนหมายเลขหก  แถวนั้นอยู่ไกลจากชายหาดไม่มากหรอก  แต่บนถนนหมายเลขหกนี้คนหลับไม่รู้เรื่องจริงๆ เงียบมาก  มิหนำซ้ำบ้านหลายหลังก็ร้างด้วย"

"นั่นคือสาเหตุที่อธิบายได้ว่าทำไมจึงไม่มีคนได้ยินเสียงตอนที่รถชน"

"ถูกต้อง"

"ถ้าเป็นการจงใจชน ก็ต้องแสดงว่ามีการวางแผนมาก่อน... ซึ่งคุณคิดว่าสาเหตุอาจมาจากคดีพิพิธภัณฑ์"

"ฉันคิดอย่างนั้น"

"คุณคิดว่าพี่มายมีส่วนรู้เห็นในการฆาตกรรมอย่างนั้นหรือ"

"เป็นไปได้"

"และคนที่ขับรถชนเธอยังลอยนวลอยู่"

จ่าอู๋พยักหน้า "อีกอย่าง...น้องสาวฉันคงบอกนายแล้วว่าชาญชัยมีฝาแฝด"

ผมพยักหน้า "ครับ...แล้วศพเป็นชาญชัยจริงๆตามที่หนังสือพิมพ์กล่าวอ้างหรือเปล่า"

"ไม่" เขาปฏิเสธ "ศพเป็นของชัยชาญ"

ผมไม่รู้สึกแปลกใจ ปล่อยให้เขาพูดต่อไปเรื่อยๆ ส่วนผมยืนฟังอย่างเงียบๆ

"ชัยชาญเคยติดคุก นายอาจรู้มาก่อนแล้ว" เขาพูด "แน่นอนว่าทางทัณฑสถานไม่ได้เลี้ยงดูเขาดีเท่าไรนัก นายชัยชาญคนนี้เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับนักโทษฉกรรจ์อีกคนหนึ่ง หมอนั่นหักแขนขวาของเขาเป็นสามท่อนและใช้ส้อมแทงอีกหลายแผล รายละเอียดพวกนี้ถูกบันทึกไว้หมด  และพอแพทย์ชันสูตรพลิกศพผ่าศพที่เจอที่พิพิธภัณฑ์ เราก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือชาญชัย วรรณวิสิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย..."

"แต่ในข่าวบอกว่าเป็นชัยชาญ -- ศาสตราจารย์"

"นายจะเชื่อหรือไม่ แต่สองพี่น้องนี้เป็นศาสตราจารย์ทั้งคู่" เขาพูดต่อ โดยไม่ตอบคำถามของผม

"พวกเขาเคยสอนในมหาวิทยาลัยหรือครับ"

"หลายปีเชียวล่ะ...ตำแหน่งศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่"

เงียบกันไปพักใหญ่ ผมเห็นตองกับแม่ของเขาขับรถออกไปแล้ว นักเรียนม.หกเดินออกมาจากโรงเรียนเป็นกลุ่มใหญ่ ผมโบกมือให้พี่ต่อ แต่เขาไม่เห็น  จ่าอู๋ลงจากรถและเดินตรงดิ่งไปยังนักเรียนกลุ่มนั้น เขาใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็คุยเสร็จ และเมื่อแม่ของผมมาถึง พี่ต่อกับเพื่อนๆของเขาก็รีบกระโดดขึ้นรถทันที จ่าอู๋บอกแม่ผมว่าต้องพาผมไปพิพิธภัณฑ์อีกครั้งพร้อมกับแสดงเอกสารประจำตัวให้ดู  เขารับปากว่าจะพาผมไปส่งบ้านตอนเย็น

ไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็เข้าไปนั่งบนเบาะข้างคนขับเรียบร้อยแล้ว เอิงย้ายไปนั่งบนเบาะหลัง

ผมรัดเข็มขัดนิรภัย ในขณะที่จ่าอู๋เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

"พี่ของนายตกใจใหญ่ตอนฉันบอกเขาว่าเกิดอะไรขึ้นกับสุนิสา" จ่าอู๋พูด "คนอื่นๆก็ด้วย"

"มีแต่คนรักเธอ" ผมบอกเขา จ่าอู๋ถอยรถออกไปยังถนนหลัก "ที่ชมรม...มีแต่คนเชื่อฟังเธอ"

"พวกเขาก็บอกฉันอย่างนั้นเหมือนกัน..."

"เมื่อกี้ที่ผมถามคุณ..." ผมเอ่ย "ว่าทำไมในหนังสือพิมพ์ถึงลงว่าเป็นศพของศาสตราจารย์ - ชาญชัย  ในเมื่อแพทย์ชันสูตรรู้ว่ากระดูกแขนต้องเป็นของชัยชาญแน่ๆ  แต่ทำไมข่าวยังลงอย่างนั้นอีก และยังบอกอีกด้วยว่าเจอบัตรประจำตัวของชาญชัยอยู่ในกระเป๋าเสื้อของศพ"

"นายเชื่อทุกอย่างที่ถูกลงบนหน้าหนังสือพิมพ์ไม่ได้หรอก" เขาตอบ "แต่แน่นอนว่าคดีวรรณวิสิทธิ์กับคดีครูมัธยมเกี่ยวข้องกัน"

"ตำรวจพบบางอย่างอย่างนั้นซี" ผมถามขึ้นมาลอยๆ

แต่จ่าอู๋ไม่ตอบ "พับผ่าสิ ตอนนี้มีคนตายไปสามคนแล้ว แถมเด็กผู้หญิงอีกคนก็ยังมาเจ็บตัวอีก" เขาสบถและเอามือเสยผมขึ้น

เรานั่งเงียบไปตลอดทางที่เหลือ จ่าอู๋จอดรถส่งเอิงลงที่หน้าบ้านของเขา  เอิงทำท่าเหมือนกับว่าอยากไปด้วย  แต่จ่าอู๋ไม่ยอมให้ไป  ผมรู้ว่าเขาเป็นห่วงน้องสาว  เอิงหน้านิ่วคิ้วขมวดกลับเข้าบ้าน  จากนั้นรถเก๋งสีขาวก็แล่นออกจากตัวเมือง ตรงดิ่งสู่พิพิธภัณฑ์

 

Murderous Museum: พิพิธภัณฑ์ฆาตกรรม

บทที่แปด ครูนก

ผมเข้าเรียนดนตรีช้าไปสามนาที  อาคารดนตรีเป็นอาคารชั้นเดียวเดี่ยวๆแยกออกมาจากอาคารศิลปะ ถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือห้องนาฏศิลป์ ซึ่งเป็นลานกว้างปูไม้ขัดเงาและผนังถูกล้อมด้วยกระจกรอบด้าน ห้องนี้ใช้สำหรับเรียนนาฏศิลป์ และเป็นห้องฝึกซ้อมของนักรำไทยของโรงเรียน อีกห้องหนึ่งมีเวทีและเก้าอี้คล้ายโรงละครขนาดย่อม จำนวนที่นั่งหนึ่งร้อยกว่าที่ พอสำหรับนักเรียนสามห้อง สำหรับแสดงละครเวทีและเรียนวิชาดนตรี พื้นที่ว่างระหว่างเก้าอี้แถวแรกสุดกับเวทีเป็นพื้นต่างระดับที่อยู่ต่ำลงไป สำหรับให้วงดุริยางค์เล่นดนตรี  เมื่อผมเข้าไปก็พบว่าเพื่อนร่วมห้องทั้งหมดเข้าไปนั่งอย่างเรียนร้อยหมดทุกคนแล้ว   ส่วนอาจารย์ภัทรา หรือครูนก ผู้สอนวิชาสอนดนตรี กำลังนั่งอยู่บนแกรนด์เปียโนหลังใหญ่บนเวทีที่ถูกปิดฝาอยู่ ผมขออนุญาตเธอเข้าห้อง

ครูนกไม่ว่าอะไร เธอยิ้มและบอกให้ผมไปนั่งที่ซึ่งเม้งจองไว้ให้แถวหลังสุด

"อีกไม่นานก็จะถึงวันคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่..." ครูนกกล่าวเสียงใส "แต่ก่อนหน้านั้น ก็คือวันสถาปนาโรงเรียน ปีนี้ท่านผู้อำนวยการมีความเห็นว่าให้จัดงานวันคริสต์มาสรวมกับงานวันสถาปนาโรงเรียน ซึ่งจะมีในวันที่ยี่สิบสี่และยี่สิบหก ธันวาคม หรืออีกหกสัปดาห์ข้างหน้า  แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้จะมีการจัดกิจกรรมของตัวเอง  และแน่นอนว่าพวกเธอต้องเข้าร่วม..."

"เพื่ออะไรเหรอครับ" เข้มแทรกขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เพื่อคะแนนจิตพิสัยที่เหลืออยู่อย่างน้อยนิดของเธอยังไงล่ะคะ" ครูนกพูดและฉีกยิ้มทีหนึ่ง "...อย่างน้อยหนึ่งกิจกรรม ที่พวกเธอต้องเข้าร่วม จะเป็นชมรมที่เธออยู่ หรือวิชาที่เธอชอบ ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้สมัครให้เร็วหน่อย ครูเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเหลือเป็นคนสุดท้ายและต้องเข้าร่วมกับชมรมช่างซ่อมจักรยานหรอกนะ"

"แล้วต้องสมัครที่ไหนเหรอครับ" ผมยกมือขึ้นถาม

"ที่ห้องพักครูของหมวดนั้นๆ" เธอตอบ "เช่นถ้าเธออยู่ชมรมฟิสิกส์ เธอก็ไปช่วยงานของกลุ่มนี้ แต่ถ้าเธอชอบดนตรีมากกว่า เธอก็มาสมัครที่ครู" เธอยกใบรายชื่อขึ้นและโบกไปมา

"ถ้าสมัครกับครูแล้วต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ" วีรยาถาม

"เอ่อ แต่มีข้อแม้นิดหน่อยถ้าเธอต้องการเข้าร่วมชมรมดนตรี" เธอกล่าว "คือต้องเล่นดนตรีเป็นและมีความสามารถด้านการแสดง ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะคน"

เงียบ

"เพราะฉะนั้น" ครูนกพูดเมื่อเห็นว่าไม่มีใครพูดต่อ "...จะมีกลุ่มอยู่ทั้งหมดสามกลุ่ม  กลุ่มที่หนึ่งร้องประสานเสียง กลุ่มที่สองต้องเล่นให้กับวงออร์เคสตร้าของโรงเรียน และกลุ่มที่สามคือวงดุริยางค์ ซึ่งมีสมาชิกอยู่แล้ว และไม่ขอเปิดรับเพิ่ม แต่ขอย้ำว่ากลุ่มที่สองนี้ต้องเป็นคนที่เล่นเครื่องดนตรีได้เท่านั้น และถ้าเป็นไวโอลินก็จะดีมาก"

"ร้องประสานเสียง" นักเรียนหญิงคนหนึ่งพูดขึ้น "ร้องอะไรเหรอคะ"

"เพลงคริสต์มาสจ้ะ"

"โรงเรียนเราไม่ใช่โรงเรียนคริสต์นี่ครับ" เม้งแย้ง

"แต่ครูจากหมวดภาษาต่างประเทศขอร้องมา" เธออธิบาย "เพราะถ้ามีแต่กิจกรรมภาษาอย่างเดียว นักเรียนคงไม่สนใจ"

หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย

"แล้ว..." เธอเอ่ย "ใครเล่นดนตรีเป็นบ้าง"

หลายคนยกมือขึ้น ครูนกชี้เป็นรายคนและถือกระดาษกับปากกาเตรียมจดชื่อ

"เอ่อ...หนู..." เวลล์ ซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุดอ้ำอึ้ง "หนูสีไวโอลินเป็น แต่หนูคงไม่เข้าร่วมหรอกค่ะ  หนูอยู่ชมรมภาษาญี่ปุ่น"

"ไม่เป็นไรจ้ะ แต่ครูขอจดชื่อไว้หน่อยแล้วกันนะ"

เวลล์บอกชื่อจริงแก่ครูนก เธอจดลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว

นักเรียนที่ยกมือขึ้น ครึ่งหนึ่งเล่นดนตรีไทย และอีกครึ่งหนึ่งของที่เหลือก็ไม่ต้องการเข้าร่วมกับวงออร์เคสตร้าของโรงเรียน  ผมเองก็ด้วย ผมเล่นเปียโนเป็น แต่ผมไม่ต้องการแบกรับภาระนี้ มันอาจฟังดูเห็นแก่ตัวหน่อย  แต่เรื่องดนตรีแล้ว ต้องอาศัยการซ้อมอย่างหนักหน่วงและใจที่รักจริง

"ธนัตต์ เธอไม่เข้าร่วมเหรอ" ครูนกถามเมื่อถึงคิวผม ซึ่งเป็นคนสุดท้าย

"เอ่อ...วงออร์เคสตร้าไม่มีเปียโนนี่ครับ" ผมแย้ง

"แต่ครูหาเพลงที่มีเปียโนด้วยได้" เธออมยิ้ม

"ผมไม่เก่งนี่ครับ ครูก็รู้" ผมบอก ผมเรียนเปียโนกับเธอทุกสัปดาห์มาได้ปีกว่าๆแล้ว ตั้งแต่ครูคนเก่าแต่งงานและย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด

"เข้าใจแล้วจ้ะ" เธอตอบ "ไม่เล่นก็ไม่เล่น"

ครูนกลงมาจากเปียโนที่นั่งอยู่ ครั้งแรกๆที่ผมเห็นเธอทำอย่างนี้ก็ตกใจอยู่ไม่น้อย  แกรนด์เปียโนหลังหนึ่งไม่ใช่ราคาถูกๆ แต่ครูนกกลับขึ้นไปนั่งบนนั้นอย่างง่ายดาย แต่เธอเป็นคนตัวผอมและรูปร่างเพรียว น้ำหนักคงไม่มากเท่าไร 

เธอยกฝาปิดเปียโนขึ้นและค้ำไว้ด้วยไม้สีดำ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้เปียโน เปิดฝาครอบสีดำออก ตัวอักษรทองเหลืองสะกดคำว่ายามาฮ่าสะท้อนแสงไฟแวววาว  คีย์สีขาวสลับดำเห็นเด่นชัดอยู่ข้างใน 

ครูนกเปิดกล่องกระดาษที่วางอยู่ข้างๆเก้าอี้ที่เธอนั่งออก และยกกระดาษปึกใหญ่ออกมา เธอเรียกนักเรียนหญิงที่นั่งแถวหน้าออกมาหนึ่งคนและสั่งให้แจกให้กับทุกคน

ผมรับกระดาษมาและจ้องดู มันเป็นเนื้อร้องเพลงคริสต์มาสหลายเพลงที่ถูกบีบย่อขนาดให้อัดกันอยู่ในกระดาษเอสี่หนึ่งแผ่น

"เรามาร้องเพลงกัน" เธอพูดเป็นทำนองดนตรี  นักเรียนทุกคนต่างขยับตัวไปมา และก้มหน้าลง ไม่ใช่เพราะอยากร้องเพลง แต่กลัวว่าจะโดนเรียกให้ร้องเดี่ยวต่างหาก โดยเฉพาะคนที่นั่งแถวด้านหน้านั้นไม่ยอมสบตาอาจารย์เลย บางรายถึงขนาดยกกระดาษขึ้นบังหน้า

"ร้องรายคนนะคะ" เธอดัดเสียงให้เหมือนเสียงเด็กๆ  นักเรียนหลายคนส่งเสียงพึมพำอย่างแตกตื่น

"คนแรก..." ครูนกพูดโดยไม่สนใจเสียงเหล่านั้น "เลขที่หนึ่ง"

โกศลยืนขึ้น เขาก้มหน้าลงนิดๆ ทุกคนในห้องต่างมองไปทางเขาแล้วรีบหันกลับมา ทำเป็นไม่สนใจเพื่อไม่ให้เพื่อนอาย  เพราะรู้ดีว่าอีกไม่นานคิวของตัวเองต้องมาถึงอย่างแน่นอน

ครูนกบรรเลงเพลงและให้โกศลร้องตาม สักท่อนสองท่อน เธอก็บอกให้หยุดและเขียนขยุกขยิกบนกระดาษ

"เสียงเบส" เธอบอก "คนต่อไป ศราวุฒิ"

การจำแนกเสียงเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ละคนร้องได้ไม่ถึงครึ่งเพลงก็ถูกสั่งให้หยุดและคนต่อไปก็ร้องใหม่ตั้งแต่ท่อนแรก เป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนถึง...

"ครูคะ" นักเรียนหญิงคนหนึ่งพูดขึ้น เอิงนั่นเอง "ทำไมเราไม่แสดงละครเพลงแทนล่ะคะ  ไหนๆก็จะได้ร้องเพลงอยู่แล้ว หนูฟังเพลงคริสต์มาสจนเบื่อแล้วล่ะค่ะ"

ทั้งห้องหันมามองเธอ

"เธอต้องอยู่ม.ห้าก่อนถึงจะแสดงละครได้" ครูนกตอบ "แต่ถ้าเธออยากแสดงมากนัก ก็ไปสมัครที่ห้องนาฏศิลป์ได้นะ"

"ไม่ล่ะค่ะ" เอิงพึมพำและเริ่มร้องเพลง

หลังจากนั้นสิบนาที เมื่อขวัญ ซึ่งมีเสียงโซปราโนทดสอบเสร็จ ครูนกก็แยกนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ตั้งแต่เสียงต่ำสุดของผู้ชายคือเบส ไปจนถึงเสียงสูงสุดของผู้หญิงคือโซปราโน(ตองมีเสียงเบสบาริโทน ส่วนวรายุทธิ์มีเสียงเทนเนอร์) 

"ไหมล่ะ" เขาพูดกับเอิง "ฉันมีเสียงเทนเนอร์"

"แต่เสียงของนักร้องจริงๆเพราะกว่าเธอเยอะ" เอิงบอก "และถ้าอยากดังนักล่ะก็ เสียงต้องต่ำและห้าวลึกกว่านี้ รู้ไว้ซะด้วย"

"ยังไงฉันก็ร้องคอรัสได้ดีกว่าเธออยู่แล้ว" เขาเถียง

"อ้อเหรอ" เอิงขึ้นเสียง "แต่ฉันคิดว่าตาวร้องเพราะกว่าเธอนะ เธอคงอิจฉาเขาล่ะสิ"

ผมไปเกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย

"ทำไมฉันต้องอิจฉาไอ้หมอนั่นด้วย" จีโอ้ขึ้นเสียง

"ก็เพราะว่าเขาเจ๋งกว่าเธอน่ะสิ"

"เงียบๆหน่อย" ครูนกพูดเสียงเข้ม

พอเสียงกริ่งดังขึ้น เอิงเป็นคนแรกที่เดินออกจากห้อง ผมรีบเดินตามหลังเธอไป อยากจะบอกเธอเรื่องที่ผมคุยกับใหม่เมื่อเช้า ทันทีที่ผมอ้าปาก เอิงก็สบถออกมาอย่างหัวเสียว่า "...พวกผู้ชายบ้า!"