Murderous Museum: พิพิธภัณฑ์ฆาตกรรม
บทที่เก้า เบาะแส
ช่วงบ่าย ฝนยังคงตกปรอยๆ ผมตัดสินใจรับคำท้าของจีโอ้จอมโอ้อวด หลังคาบคณิตศาสตร์ ผมเดินไปที่สนามฟุตบอลพร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆ การแข่งขันยาวนานและเป็นไปอย่างดุเดือด เอกสิทธิ์ ผู้รักษาประตูของทีมจีโอ้ตัวใหญ่และไม่ยอมปล่อยให้ทีมผมเตะบอลเข้าประตูได้ง่ายๆ หลังจากแข่งไปได้สักพัก รัฐ(เพื่อนคนหนึ่งของผม) เตะบอลออกนอกสนาม เอกสิทธิ์เป็นคนวิ่งไปเก็บและเตะกลับเข้ามา ลูกกลมๆนั่นลอยขึ้นบนฟ้า หลายสิบฟุต ก่อนจะตกลงมาด้วยความเร็วสูงอย่างน่าหวาดเสียว ทุกคนมองดูด้วยความตกตะลึง เสียงของตองดังขึ้นพร้อมกับที่ผมประจักษ์ว่าจุดที่ลูกฟุตบอลจะตกลงมาคือที่ของผม ตองออกวิ่ง หน้าแดงก่ำ เขาผลักผมและเตะบอลอย่างแรง ลอยข้ามสนามฟุตบอลไปกระทบแขนของจีโอ้อย่างจัง
ไม่รู้ว่าผมหูฝาดหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าได้ยินเสียงดังกร็อบ แล้วจีโอ้ก็ล้มตัวลงนอนบนสนามหญ้าเปียกแฉะ ร้องอย่างโอดครวญ
กระดูกแขนของเขาหัก
ผมหันไปมองตอง สีหน้าของเขาก็ตกตะลึงไม่แพ้คนอื่นๆเช่นกัน
เพื่อนๆทีมจีโอ้วิ่งไปห้องพยาบาล และกลับมาพร้อมกับเปลอันหนึ่ง การแข่งขันยุติลง พร้อมกับการถ่ายพลังงานจากลูกฟุตบอลไปยังแขนของจีโอ้ ระหว่างที่นอนอยู่บนเปล เขาสาปแช่งตองด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆนานา
"ขอโทษ จีโอ้" ตองบอก
"อย่ามาเรียกฉันอย่างนั้น ไอ้ลูกหมา!" เขาตะโกนโหวกเหวก พร้อมกับคำด่าที่พรั่งพรูออกมาจากปากไม่หยุด
เสื้อผ้าผมเปียกไปด้วยน้ำฝนและเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน เสียงกริ่งโรงเรียนเลิกดังขึ้นเวลาบ่ายสามโมงตรง ฝนหยุดตกแล้ว พวกเราไปเอาเป้ที่ล็อกเกอร์และเดินออกจากอาคารเรียน เพื่อกลับบ้าน
"วันนี้นายจะไปตีเทนนิสกับฉันหรือเปล่า" เม้งถามผม "ยังไม่สะใจเลย เสียดายที่แขนของจีโอ้มาหักเอาเสียก่อน"
"เสียใจ วันนี้ฉันไม่ว่าง" ผมตอบ ซึ่งเป็นคำโกหก ความจริงผมไม่อยากไปต่างหาก
"ไม่ต้องห่วง เม้ง" ตองพูด เอามือตบไหล่ผมกับเม้ง "ฉันจะไปแทนตาวเอง วันนี้ฉันงดซ้อมรักบี้หนึ่งวัน"
"ขอบใจเพื่อน...เจอกันห้าโมงครึ่งที่คอร์ตเทนนิสนะ บาย ตาว" เม้งพูดและวิ่งไปที่รถโฟล์กสวาเกนของแม่เขาซึ่งจอดรออยู่ริมถนนนอกโรงเรียน
ผมเดินไปส่งตองที่ลานจอดรถหน้าอาคารแปด แม่ของเขาเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษให้นักเรียนม.สามที่โรงเรียนนี้ เขามาโรงเรียนและกลับพร้อมกับแม่ทุกวัน
"ไม่นึกเลยว่าจะไปโดนเจ้าหมอนั่นได้" ตองบ่น เขาเองก็ยังกังวลกับแขนของจีโอ้ "แล้วมันจะเอาเรื่องไหมวะ"
"ไม่หรอก เห็นๆอยู่ว่าเป็นอุบัติเหตุ" ผมปลอบ "แต่นายเล่นผลักเราแรงเหมือนกันว่ะ"
"แล้วนายจะกลับยังไง" เขาถามผม
"รอแม่มารับหน้าโรงเรียน"
"แล้วไปทำธุระต่อรึ"
"เปล่า"
"ไหนบอกว่ามีธุระไง" ตองถาม แต่ผมรู้ว่าเขาไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก
"จริงๆวันนี้เราขี้เกียจเล่นเทนนิสว่ะ" ผมบอกความจริง "ขอโทษทีที่โกหก"
เขาโบกมือปัด
"แล้วนายจะรอแม่ที่ไหน..." ผมเอ่ยถามตอง แต่สิ้นเสียงเราก็เดินผ่านกลุ่มเพื่อนของจีโอ้ที่จับกลุ่มกันอยู่หน้าห้องพยาบาล รถพยาบาลมารับจีโอ้ไปแล้ว แต่เพื่อนๆของเขายังอยู่
"เฮ้ย" เอกสิทธิ์ตะโกนเรียก แต่ตองยิ้มและโบกมือให้พวกเขาอย่างง่ายดาย ตอนที่อยู่โรงเรียนเก่า เขาเป็นนักกีฬารักบี้ของโรงเรียน และเล่นกีฬาเป็นเกือบทุกอย่าง ถึงแม้เขาจะเตี้ยกว่าผม แต่เรื่องพละกำลังนั้นแตกต่างกันอย่างลิบลับ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆจะกล้าลุกขึ้นหาเรื่องเขา
ตองเดินขึ้นอาคารเรียนไป ส่วนผมก็เดินเลี่ยงไปทางอาคารประชาสัมพันธ์ซึ่งอยู่หน้าโรงเรียน เด็กนักเรียนหลายคนนั่งรอผู้ปกครองบนม้านั่ง รถหลายคันจอดอยู่ข้างทางเท้า ระหว่างที่ผมเดินผ่านรถสีขาวคันหนึ่ง ก็มีเสียงเรียกผม
"ธนัตต์"
ผมหันกลับไปมอง เจอจ่าอู๋และเอิงนั่งอยู่ในรถ กำลังมองมาทางผม ผมเดินไปหา และโดยไม่ได้ทักทาย จ่าอู๋ก็พูดขึ้นว่า "ฉันขอคุยกับนายหน่อยได้ไหม"
ผมมีสีหน้างง "เรื่องอะไรเหรอครับ"
"เมื่อคืนทางตำรวจได้รับแจ้งว่าสุนิสา รุ่นพี่ของพวกนายถูกรถชน" เขาบอกโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงแบบเดียวกับพ่อบุญธรรมและน้องสาวของเขา "นายรู้จักเธอไหม ธนัตต์"
"รู้ครับ" ผมตอบ "พี่มาย เธอ...เอ่อ...เป็นหัวหน้าชมรมที่ผมอยู่ ...แล้ว เธอเป็นอะไรมากไหมครับ"
"หัวแตก รอยถลอกปอกเปิกนิดหน่อย และซี่โครงซ้ายหักสามซี่...โชคดีที่ไม่ไปแทงหัวใจหรือปอดเข้า ตอนนี้เธออยู่ที่โรงพยาบาล"
"ถ้าคุณอยากรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาล่ะก็ คุณไปถามเพื่อนของเธอดีกว่าครับ" ผมบอกเขา "ผมไม่รู้จักเธอมากนักหรอก"
"นายไม่รู้จักเธอเป็นการส่วนตัวอย่างนั้นรึ"
ผมปฏิเสธ "เราแค่อยู่ชมรมนิเวศวิทยาด้วยกัน..."
"ขอบใจ" เขาพูดแล้วถอนหายใจ สายตาทอดยังประตูโรงเรียน "ฉันกำลังรอนักเรียนม.หกอยู่"
"พี่ของผมเรียนอยู่ห้องเดียวกับพี่มาย" ผมบอก
"จริงหรือ"
"ครับ"
จ่าอู๋พยักหน้าและมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนเอิงนั้นนั่งเงียบมาตั้งแต่แรกเริ่มของบทสนทนาแล้ว
"เธอถูกชนเมื่อไรครับ" ผมถาม
"เมื่อคืน ราวๆสองทุ่ม" เขาตอบ เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์สีดำ "ฉันต้องการให้นายไปพิพิธภัณฑ์อีกครั้งหนึ่ง"
"อะไรนะครับ" ผมถามอย่างไม่เชื่อหู เอิงก็ดูตกใจเหมือนกัน
"ฉันอยากให้นายดูสถานที่เกิดเหตุซ้ำอีกครั้งหนึ่ง"
"แต่...ทำไม" ผมถาม แม้จะรู้อยู่ว่าตำรวจมักกลับไปดูสถานที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ ในขณะเดียวกันอาจจะได้ร่องรอยบางอย่างเพิ่มเติมอีกด้วย
"นายว่างไหมล่ะ"
ผมเงียบ คิดถึงการบ้านที่ยังรอสะสาง พรุ่งนี้วันอังคาร มีการบ้านคณิตศาสตร์วิชาเดียวที่ต้องส่งพรุ่งนี้ นอกนั้นเอาไว้ทำวันพุธถึงวันอาทิตย์ก็ได้ โรงเรียนปิดตั้งห้าวัน
"ตกลงครับ" ในที่สุดผมก็ให้คำตอบแก่เขา "คุณคิดว่าสองคดีก่อนเกี่ยวข้องกับการที่พี่มายถูกรถชนไหมครับ" ผมถาม
"อืม...คือว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้ แม่ของสุนิสาโทรแจ้งตำรวจและเรียกรถพยาบาลทันทีที่รู้ว่าลูกสาวถูกชน เธอเล่าว่าตอนทุ่มครึ่งได้ใช้ให้สุนิสาไปซื้อซุปสำเร็จรูปที่ร้านสะดวกซื้อบนถนนถัดไป พอถึงเวลาสองทุ่มสุนิสายังไม่กลับมา พ่อแม่เริ่มเป็นห่วง พวกเขาตัดสินใจออกไปตามหาลูกสาว ก่อนจะพบร่างหมดสติของเธอนอนบนถนนห่างจากบ้านของเขาไปสี่หลัง"
"แล้วคนที่ชนล่ะครับ"
จ่าอู๋ส่ายหัว "ชนแล้วหนี"
"ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเป็นอุบัติเหตุ..."
"เราพบร่องรอยที่สนับสนุนเหตุผลว่าเป็นการชนอย่างตั้งใจ..."
"หรือจงใจชน" เอิงพูดออกมาเป็นคำแรก
"ใช่ นั่นล่ะ..." จ่าอู๋หันไปมองน้องสาวตัวเองแปบหนึ่ง "ตอนที่ตำรวจไปถึง มีการพบคราบหยดน้ำบนถนนห่างจากจุดที่สุนิสานอนสิบห้าเมตร คาดว่าหยดน้ำนั่นน่าจะหยดมาจากเครื่องปรับอากาศภายในรถ..."
"หนูว่านั่นอาจจะเป็น..." เอิงสอด แต่จ่าอู๋ไม่สนใจ
"นอกจากนั้นยังพบก้นบุหรี่" เขาพูด "...ยังค่อนข้างใหม่อยู่ กับรอยล้อรถบนถนนซึ่งเกิดการเสียดสีอย่างแรง...นั่นหมายความว่าคนที่ขับรถคันนี้จะต้องเหยียบคันเร่งจนมิด"
"ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เลยหรือ"
"ไม่...สักคน บ้านของครอบครัวเธออยู่แถบชานเมือง บนถนนหมายเลขหก แถวนั้นอยู่ไกลจากชายหาดไม่มากหรอก แต่บนถนนหมายเลขหกนี้คนหลับไม่รู้เรื่องจริงๆ เงียบมาก มิหนำซ้ำบ้านหลายหลังก็ร้างด้วย"
"นั่นคือสาเหตุที่อธิบายได้ว่าทำไมจึงไม่มีคนได้ยินเสียงตอนที่รถชน"
"ถูกต้อง"
"ถ้าเป็นการจงใจชน ก็ต้องแสดงว่ามีการวางแผนมาก่อน... ซึ่งคุณคิดว่าสาเหตุอาจมาจากคดีพิพิธภัณฑ์"
"ฉันคิดอย่างนั้น"
"คุณคิดว่าพี่มายมีส่วนรู้เห็นในการฆาตกรรมอย่างนั้นหรือ"
"เป็นไปได้"
"และคนที่ขับรถชนเธอยังลอยนวลอยู่"
จ่าอู๋พยักหน้า "อีกอย่าง...น้องสาวฉันคงบอกนายแล้วว่าชาญชัยมีฝาแฝด"
ผมพยักหน้า "ครับ...แล้วศพเป็นชาญชัยจริงๆตามที่หนังสือพิมพ์กล่าวอ้างหรือเปล่า"
"ไม่" เขาปฏิเสธ "ศพเป็นของชัยชาญ"
ผมไม่รู้สึกแปลกใจ ปล่อยให้เขาพูดต่อไปเรื่อยๆ ส่วนผมยืนฟังอย่างเงียบๆ
"ชัยชาญเคยติดคุก นายอาจรู้มาก่อนแล้ว" เขาพูด "แน่นอนว่าทางทัณฑสถานไม่ได้เลี้ยงดูเขาดีเท่าไรนัก นายชัยชาญคนนี้เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับนักโทษฉกรรจ์อีกคนหนึ่ง หมอนั่นหักแขนขวาของเขาเป็นสามท่อนและใช้ส้อมแทงอีกหลายแผล รายละเอียดพวกนี้ถูกบันทึกไว้หมด และพอแพทย์ชันสูตรพลิกศพผ่าศพที่เจอที่พิพิธภัณฑ์ เราก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือชาญชัย วรรณวิสิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย..."
"แต่ในข่าวบอกว่าเป็นชัยชาญ -- ศาสตราจารย์"
"นายจะเชื่อหรือไม่ แต่สองพี่น้องนี้เป็นศาสตราจารย์ทั้งคู่" เขาพูดต่อ โดยไม่ตอบคำถามของผม
"พวกเขาเคยสอนในมหาวิทยาลัยหรือครับ"
"หลายปีเชียวล่ะ...ตำแหน่งศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่"
เงียบกันไปพักใหญ่ ผมเห็นตองกับแม่ของเขาขับรถออกไปแล้ว นักเรียนม.หกเดินออกมาจากโรงเรียนเป็นกลุ่มใหญ่ ผมโบกมือให้พี่ต่อ แต่เขาไม่เห็น จ่าอู๋ลงจากรถและเดินตรงดิ่งไปยังนักเรียนกลุ่มนั้น เขาใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็คุยเสร็จ และเมื่อแม่ของผมมาถึง พี่ต่อกับเพื่อนๆของเขาก็รีบกระโดดขึ้นรถทันที จ่าอู๋บอกแม่ผมว่าต้องพาผมไปพิพิธภัณฑ์อีกครั้งพร้อมกับแสดงเอกสารประจำตัวให้ดู เขารับปากว่าจะพาผมไปส่งบ้านตอนเย็น
ไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็เข้าไปนั่งบนเบาะข้างคนขับเรียบร้อยแล้ว เอิงย้ายไปนั่งบนเบาะหลัง
ผมรัดเข็มขัดนิรภัย ในขณะที่จ่าอู๋เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์
"พี่ของนายตกใจใหญ่ตอนฉันบอกเขาว่าเกิดอะไรขึ้นกับสุนิสา" จ่าอู๋พูด "คนอื่นๆก็ด้วย"
"มีแต่คนรักเธอ" ผมบอกเขา จ่าอู๋ถอยรถออกไปยังถนนหลัก "ที่ชมรม...มีแต่คนเชื่อฟังเธอ"
"พวกเขาก็บอกฉันอย่างนั้นเหมือนกัน..."
"เมื่อกี้ที่ผมถามคุณ..." ผมเอ่ย "ว่าทำไมในหนังสือพิมพ์ถึงลงว่าเป็นศพของศาสตราจารย์ - ชาญชัย ในเมื่อแพทย์ชันสูตรรู้ว่ากระดูกแขนต้องเป็นของชัยชาญแน่ๆ แต่ทำไมข่าวยังลงอย่างนั้นอีก และยังบอกอีกด้วยว่าเจอบัตรประจำตัวของชาญชัยอยู่ในกระเป๋าเสื้อของศพ"
"นายเชื่อทุกอย่างที่ถูกลงบนหน้าหนังสือพิมพ์ไม่ได้หรอก" เขาตอบ "แต่แน่นอนว่าคดีวรรณวิสิทธิ์กับคดีครูมัธยมเกี่ยวข้องกัน"
"ตำรวจพบบางอย่างอย่างนั้นซี" ผมถามขึ้นมาลอยๆ
แต่จ่าอู๋ไม่ตอบ "พับผ่าสิ ตอนนี้มีคนตายไปสามคนแล้ว แถมเด็กผู้หญิงอีกคนก็ยังมาเจ็บตัวอีก" เขาสบถและเอามือเสยผมขึ้น
เรานั่งเงียบไปตลอดทางที่เหลือ จ่าอู๋จอดรถส่งเอิงลงที่หน้าบ้านของเขา เอิงทำท่าเหมือนกับว่าอยากไปด้วย แต่จ่าอู๋ไม่ยอมให้ไป ผมรู้ว่าเขาเป็นห่วงน้องสาว เอิงหน้านิ่วคิ้วขมวดกลับเข้าบ้าน จากนั้นรถเก๋งสีขาวก็แล่นออกจากตัวเมือง ตรงดิ่งสู่พิพิธภัณฑ์